พัฒนาการทางภาษาเด็กอังกฤษ
เรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ๆ ในอังกฤษ เพิ่งจะมีผลสำรวจของยูกอฟ พบว่าเด็กเกือบหนึ่งในหก และเกือบหนึ่งในสี่เป็นเด็กผู้ชายมีปัญหาเรื่องการหัดพูด ยูกอฟเขาไปสำรวจพ่อแม่หนึ่งพันกว่าคนและพบว่ามีเด็กที่มีปัญหาเรื่องการหัดพูดแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ที่เขาไปสำรวจมายังพบด้วยว่ามีเด็กอายุสามขวบไม่น้อยเลยที่ยังพูดไม่ได้สักคำ คุณจีน กรอส แห่งคอมมิวนิเคชั่น แชมเปียน ซึ่งเป็นส่วนงานหนึ่งของรัฐบาลอังกฤษที่เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำการสำรวจครั้งนี้บอกว่าจำนวนเด็ก ๆ ที่ยังพูดไม่ได้นั้นมีสูงมากและจำเป็นที่เด็กจะต้องได้รับการช่วยเหลือแต่เนิ่น ๆคุณจีน กรอส บอกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาร้ายแรงก็คือเมื่อเด็กไม่สามารถเข้าใจเรื่องของวิธีการพูดแล้ว ปัญหามันก็จะยังคงอยู่อย่างนั้น แถมยังจะเกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการอ่านและเขียนในอนาคต ปัญหาสุขภาพจิต และยังพบด้วยว่าสองในสามของวัยรุ่นที่กระทำผิดกฎหมายนั้นมีปัญหาเกี่ยวเนื่องกับประเด็นเหล่านี้ทั้งสิ้น
ในการสำรวจที่อังกฤษพบว่าช่วงอายุที่เด็กจะเริ่มพูดคำพูดแรกในชีวิตได้คือช่วงอายุประมาณ 10 – 11 เดือน ขณะที่เด็กผู้หญิงประมาณ 34 เปอร์เซ็นต์จะเริ่มพูดคำพูดแรกได้ก่อนอายุเก้าเดือนเสียอีก อย่างไรก็ดี มีเด็กประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำแม้จะอายุสามขวบแล้วก็ตาม
คุณกรอสบอกว่าพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ลูกมีโอกาสพัฒนาด้านการพูดอย่างดีที่สุดละก็ควรจะใช้เวลาอยู่กับลูกแบบสองต่อสองให้มากที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก ๆ อย่าเปิดโทรทัศน์ ไม่ให้มีเสียงแบคกราวด์อะไรอยู่เบื้องหลัง อาจจะร้องเพลงกล่อมเด็กกับลูก ดูภาพในหนังสือด้วยกัน แล้วสอนลูกให้ออกเสียง พ่อแม่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรเฉิ่ม ๆ ไปสักหน่อย แต่แบบนี้ล่ะที่ช่วยสอนลูกให้พูดได้เร็ว
การสำรวจนี้ยังพบด้วยว่าคำพูดแรกที่เด็ก ๆ ในอังกฤษพูดได้คือคำว่าดาดา ซึ่งก็หมายถึงพ่อตามภาษาพูดของเด็ก ๆ ในวัยที่เพิ่งหัดพูด รองลงมาก็เป็นมามา หรือแม่ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากเมืองไทยที่เด็กอาจจะเริ่มพูดป้อป้อ หรือแอ้ แอ้ หรือหม่ำ ๆ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหัดพูดบอกว่าสำหรับเด็กแล้วคำว่าดา นั้นออกเสียงง่ายกว่าเสียงมา เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าคุณแม่ไม่ต้องน้อยใจว่าใช้เวลาอยู่กับลูกมากกว่าคุณพ่อ แต่ลูกกลับไปเรียกพ่อก่อน แถมบางทีคุณแม่เองก็เป็นคนกระตุ้นให้ลูกเรียกพ่อก่อนด้วย เช่นเวลาพ่อกลับจากทำงาน แม่ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านก็จะบอกว่า ดู ดู พ่อมาแล้ว พ่อมาแล้ว แบบนี้ลูกก็ได้ยินคำว่าพ่อบ่อยกว่า ก็เลยอาจจะเรียกพ่อก่อน เมื่อกล่าวถึงเรื่องการหัดพูดของลูกแล้ว มีข่าวอีกเรื่องที่น่าสนใจเป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโอทาโก ในนิวซีแลนด์ ที่ชี้ว่าเด็ก ๆ ถูกสอนให้อ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุห้าขวบนั้น ไม่ได้ถือว่าทำให้เด็กมีความสามารถมากไปกว่าเด็กที่ไม่ได้ถูกสอนให้อ่านเป็นก่อนอายุเจ็ดขวบเลย
นักวิจัยบอกว่าเป็นเพราะว่าเด็กที่เริ่มอ่านหนังสือเป็นช้ากว่าจะตามทันเพื่อนตอนที่เรียนจบชั้นประถมเหมือนกัน นักวิจัยบอกด้วยว่าการเร่งให้เด็กรีบอ่านหนังสือให้เป็นตั้งแต่อายุน้อย ๆ นั้น อาจจะทำลายนิสัยรักการอ่านหนังสือของเด็กก็ได้ เพราะเด็กที่ยังอ่านไม่เป็นแต่ต้องถูกบังคับให้อ่านอาจจะรู้สึกไม่พอใจและไม่อยากจะอ่านหนังสือต่อไปอีกเลย งานวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอทาโกชิ้นนี้น่าจะทำให้เกิดข้อกังขากับทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและรัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศที่มีนโยบายด้านการศึกษากำหนดให้เด็กต้องอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ รัฐบาลเพิ่งออกมาพูดไม่นานเองว่าเด็กผู้ชายซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นที่รู้กันว่าจะมีพัฒนาด้านการเรียนช้ากว่าเด็กผู้หญิงนั้น ควรจะได้รับการส่งเสริมให้เขียนหนังสือได้ตั้งแต่อายุสามขวบ นี่ก็เพื่อทำให้เด็กผู้ชายตามเด็กผู้หญิงได้ทัน
แต่ดร.เซบาสเตียน ซักเกต หัวหน้าคณะนักวิจัยชุดนี้ซึ่งศึกษาจากเด็ก ๆ ราว 400 คน บอกว่าเด็ก ๆ ที่เริ่มอ่านหนังสือช้านั้นเป็นเด็ก ๆ ที่ใช้เวลาเรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านการใช้ภาษาและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ การที่เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นแบบนี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ในระยะยาวของเด็ก ๆ เลย ขณะที่นักเขียนบางคนในอังกฤษก็ออกมาสนับสนุนความคิดนี้ แถมยังชี้ให้เห็นด้วยว่ามีหลักฐานชัดเจนที่ว่าเด็ก ๆ ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียเขาเริ่มหัดอ่านหัดเขียนกันช้ากว่าเด็กอังกฤษ แต่ปรากฏว่าเด็ก ๆ ในประเทศเหล่านั้นกลับเรียนได้ดีกว่าเด็กอังกฤษซะอีก นี่ก็เป็นเพราะคนที่บ้าที่จะหัดให้เด็กทำอะไรให้เป็นตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยอันควรนั่นเอง
ฟังครอบครัวทั่วโลก กับคุณอิสริยา พรายทองแย้ม และคุณสุขเดช บุนนท์ ในรายการโลกของเรา
ได้ทุกวันพุธ เวลา19.30-20.00 น. ทางวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัวFM105.0 Mhz



เด็ก เยาวชน และครอบครัว 

